เผยแล้ว! พระ-นาง “สายโลหิต“ เวอร์ชั่น 2016 คือสองคนนี้!

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมีการรีเมคละครพีเรียดชื่อดังในตำนาน “สายโลหิต” ที่แจ้งเกิดคู่ขวัญตลอดกาลอย่าง “หนุ่ม ศรราม” และ “กบ สุวนันท์” โดยยังเป็นฝีมือของ “หลุย สยาม สังวริบุตร” ค่ายดาราวีดีโอ ที่เคยกำกับเวอร์ชั่น หนุ่ม-กบ เมื่อปี 2538 และยังได้อาจารย์ ศัลยา มาเป็นผู้เขียนบทโทรทัศน์ ล่าสุดมีความคืบหน้าของละครเรื่องนี้มาฝาก

โดย “สายโลหิต” เวอร์ชั่น 2559 ที่จะออกอากาศทางช่อง 7 สี ในบทบาทของ “ขุนไกร” นำแสดงโดย “พอร์ช ศรัณย์ ศิริลักษณ์” และในบทของ “ดาวเรือง” รับบทโดย “นาว ทิสานาฏ ศรศึก” 

ละครจะมีกำหนดเปิดกล้องกลางปีนี้ ขุนไกรและดาวเรืองเวอร์ชั่นนี้ ถูกใจแฟนๆมั้ยจ๊ะ!

ขอบคุณภาพจาก IG porshe_saran, now_tisanart

เหตุที่ใครๆ ไม่ฟิน! พุฒิจุ๋ย แอมป์พีพี สองคู่จิ้นฟินกันเอง

ในขณะที่คู่พระนางบางคู่จับคู่เล่นละครหรืออกงานอีเว้นท์กันนั้นกระแสจิ้นก็ทำเอาฟินกันถ้วนหน้าแถมบางคู่ยังเชียร์กันออกหน้าออกตาอยากจะให้เป็นแฟนกันนอกจออีกซะด้วย แต่ทำไมนะทำไมพอมาโฟกัสที่สองคู่จิ้นพระนาง “พุฒิจุ๋ย” และ “แอมป์พีพี”สองคู่นี้ก็ดูเคมีเข้ากัน (มั้ง) แฟนๆ ละครกลับไม่ค่อยอินหนำซ้ำถึงขั้นตั้งเพจแอนตี้ขุดเจาะเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาแฉกันเพียบ ซึ่งสาเหตุนั้นบางกระแสก็ว่ากันว่าความพยายามจิ้นที่มากเกินไปนี่แหละดูไม่ธรรมชาติ เพราะต่อให้พยายามชวนฟินแค่ไหนคนก็ไม่รู้สึกฟิน เหอะๆ เจอแบบนี้เข้าไปก็น่าเห็นใจสองคู่จิ้นนี้เขาเหมือนกันนะ

3569405356940935694173569421

สมาคมสัตว์ปีก ยื่นหนังสือนายกฯ ค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์

สมาคมสัตว์ปีก ยื่นหนังสือนายกฯ ค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์

สมาคมสัตว์ปีก ยื่นหนังสือนายกฯ ค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ผู้แทน 9 สมาคมผู้ผลิตสัตว์ปีกยื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อคัดค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ….. หวั่นหากมีผลบังคับใช้ จะกระทบอุตสาหกรรมไก่ของไทย
นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ผู้แทน 9 สมาคมผู้ผลิตสัตว์ปีก ประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยฯ สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า

หากประกาศใช้ (ร่าง) พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้เก็บอากรการฆ่าและค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อไก่ เป็ด ห่าน จะส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงไม่แจ้งการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างถูกต้องและลักลอบนำสัตว์ปีกไปชำแหละนอกโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั้งระบบ ทำให้ระบบการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ปีกของประเทศไทยเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันโรคไข้หวัดนก และผู้บริโภคต้องรับความเสี่ยงต่อการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ปลอดภัยและมีราคาสูงขึ้น

การเรียกเก็บอากรดังกล่าวจึงขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการฆ่าสัตว์ให้เป็นสากล และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์โดยสิ้นเชิง ตลอดจนไม่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสินค้าเกษตรของไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาครัฐให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก จึงไม่มีการเก็บอากรการฆ่าและค่าธรรมเนียมจำหน่ายเนื้อสัตว์ปีก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก นำเงินตราเข้าประเทศได้ปีละเกือบ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งหาก(ร่าง)พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกมาบังคับใช้จริงจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของภาคส่งออกและลดศักยภาพในการแข่งขันของไทยลงทันที เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตของไทยก็สูงกว่า บราซิล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกไก่อันดับ 1 และ 2 ของโลก อยู่แล้ว
นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า การเรียกเก็บอากรและค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และเมื่อเกิดภาวะราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ เกษตรกรก็จะประสบภาวะขาดทุนมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ก็ประสบปัญหาราคาเนื้อไก่ตกต่ำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ด้านนายสุเทพ วงศ์รื่น นายกสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า มีข้อสงสัยเกี่ยวกับตารางแนบท้าย (ร่าง) พ.ร.บ.นี้ ที่กำหนดค่าอากรฯ ไก่ สูงมากถึง 2 บาทต่อตัว หากคำนวณจากราคาไก่ที่ 90 บาทต่อตัว เท่ากับเสียอากรฯสูงถึงร้อยละ 2.22 ของมูลค่า

ขณะที่เมื่อเทียบกับโคที่มีมูลค่าถึงตัวละ 50,000 บาท กลับตั้งอากรฯไว้ที่ 20 บาทต่อตัว คิดเป็นร้อยละ 0.04 ของมูลค่า หรือ สุกรตัวละ 7,500 บาท ตั้งอากรไว้ที่ 15 บาทต่อตัว คิดเป็นร้อยละ 0.2 ไม่ทราบว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นตัวกำหนด จึงตั้งอากรสำหรับไก่สูงขนาดนี้ ซึ่งหากคำนวณเฉพาะค่าอากร 2 บาทกับการชำแหละไก่ของประเทศไทยราว 1,400 ล้านตัวต่อปี เท่ากับเงินมหาศาลถึง 2,800 ล้านบาทต่อปี ถ้าต้นทุนต้องสูงขึ้นขนาดนี้ ไก่ไทยก็ขายแข่งกับประเทศอื่นๆในตลาดโลกไม่ได้

by Phennapha C.

สรรพสามิต เปิดบริการจ่ายภาษีผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส

สรรพสามิต เปิดบริการจ่ายภาษีผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส

สรรพสามิต เปิดบริการจ่ายภาษีผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส

กรมสรรพสามิต จับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส  เปิดให้บริการ รับชำระภาษี ณ จุดชำระเงินเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั่วประเทศ เน้นการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย เริ่ม 1 ก.ค.59 นี้

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เป็นประธานในการลงนามความร่วมมือกับบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เปิดให้บริการชำระภาษีสรรพสามิตผ่านจุดชำระเงินเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการให้บริการของกรมสรรพสามิต โดยร่วมมือกับบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เป็นตัวแทนรับชำระภาษีสรรพสามิต ซึ่งมีจุดให้บริการในร้าน 7-Eleven กว่า 10,500 จุด และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า 1,600 สาขา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระภาษีสรรพสามิตได้ทุกที่ ทุกเวลา และช่วยขจัดข้อจำกัดด้านเวลาในการชำระภาษี
อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวถึงขั้นตอนการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตว่า ผู้ประกอบการสามารถ ยื่นแบบรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์กรมสรรพสามิต www.excise.go.th หัวข้อ “บริการอิเล็กทรอนิกส์” และเมื่อบันทึกรายการภาษีแล้วเสร็จ ให้กดปุ่มยื่นแบบส่งกรมสรรพสามิต พร้อมพิมพ์ ใบแจ้งการชำระภาษี (Pay in Slip) จากนั้นผู้เสียภาษีนำใบ Pay in Slip ไปชำระเงินที่จุดชำระเงินเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) ต่อไป โดยมีอัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้

30,000 บาท ค่าธรรมเนียม 15 บาท

30,001 – 60,000 บาท ค่าธรรมเนียม 20 บาท
60,001 – 90,000 บาท ค่าธรรมเนียม 25 บาท
อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตได้เพิ่มช่องการชำระภาษีสรรพสามิต บริการชำระภาษีผ่านช่องทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระการเดินทาง และประหยัดเวลา โดยเริ่มรับชำระภาษีผ่านทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิส ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

เปิดประวัติและขั้นตอนการผลิตรองเท้า Red Wing

เปิดประวัติและขั้นตอนการผลิตรองเท้า Red Wing

เปิดประวัติและขั้นตอนการผลิตรองเท้า Red Wing

ทำความรู้จักรองเท้าที่รัฐบาลเลือกให้กับทหารอเมริกันได้สวมใส่ในสงครามโลก Red Wing

Red Wing เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1905 ตอนนั้น Charles Beckman ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ได้อพยพมาอยู่เมืองเล็กๆใน Minnesota ชื่อเมืองว่า Redwing County เขาได้เปิดร้านขายรองเท้าที่เมืองนี้ เขามองหารองเท้าที่สวมใส่สบาย แต่ก็ยังไม่พบที่ถูกใจ จึงได้เริ่มลงมือผลิตรองเท้าขึ้นมา และก่อตั้งบริษัท Red Wing Shoe Company จนประสบความสำเร็จ

จากเริ่มแรกที่ผลิตได้เพียงวันละ 100 คู่ได้เพิ่มยอดในข้ามปีขึ้นไปถึงปีละ 200,000 คู่โดยคงคุณภาพไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งทำให้รองเท้า Redwing ได้เป็นรองเท้าที่รัฐบาลเลือกให้กับทหารอเมริกันได้สวมใส่ในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งอีกด้วย รองเท้าของ Redwing นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในบ้านเรา โดยมีทรงต่างๆ ให้เลือกมากมายหลายรุ่น รวมถึงหนังอีกหลากหลายประเภทด้วยกัน…

สำหรับขั้นตอนการผลิตรองเท้ามีดังนี้

1. ตัดหนัง
นับแต่การก่อตั้งแบรนด์ กระบวนการผลิตรองเท้าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเท่าใดนัก เริ่มต้นจากการตัดหนังสำหรับทำรองเท้า ต้องทำโดยช่างตัดหนังที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี จัดวางแม่แบบสำหรับตัดอย่างระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองด้านของหนังแต่ละแผ่นล้วนแตกต่างกัน การคัดเลือกส่วนที่ดีที่สุดสำหรับรองเท้า จึงเป็นศิลปะชั้นยอดที่มีเพียงช่างฝีมือผู้มากประสบการณ์เท่านั้นที่สามารถทำได้

2. ประกอบชิ้นส่วน
ขั้นตอนนี้เป็นการเย็บชิ้นส่วนหนังที่ตัดออกมาแล้วเข้าด้วยกัน เพื่อประกอบเป็นส่วนบนของรองเท้า ดังนั้นผู้ควบคุมจักรเย็บจึงต้องมีมือและดวงตาที่ทำงานประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยใช้จักร Puritan Sewing Machine เครื่องเดิมซึ่งทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่สมัย Red Wing เริ่มก่อตั้ง ซึ่งยังใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้

3.หุ่นรองเท้า
กระบวนการสร้างหุ่นรองเท้าส่วนแรกคือการวางชิ้นส่วนส่วนบนของรองเท้าซึ่งประกอบกันเรียบร้อยแล้วลงบนหุ่นรองเท้า (Foot Dummy) เพื่อให้เกิดเป็นรูปร่างและรูปทรงที่สมบูรณ์ หลังจากนั้นเย็บตะเข็บหนังเพื่อประกอบส่วนบนและพื้นในของรองเท้าเข้าด้วยกันโดยใช้การเย็บ Goodyear welt construction แบบดั้งเดิมซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรเมื่อปี 1869

  4. พื้น

จะเป็นการเย็บหรือใช้กาวประกอบส่วนพื้นรองเท้าเข้ากับส่วนพื้นชั้นกลางของรองเท้า ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตรองเท้า

5. การเย็บตะเข็บ GOODYEAR WELT CONSTRUCTION
รองเท้าบู้ทสำหรับสวมทำงานของ Red Wing ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นโดยใช้การเย็บ Goodyear welt construction กระบวนการเย็บตะเข็บแบบดั้งเดิมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1869 ขั้นตอนอันละเอียดประณีตนี้ใช้การเย็บตะเข็บหนังแผ่นบางเพื่อประกอบส่วนบนและส่วนพื้นรองเท้าเข้าด้วยกัน เกิดเป็นรองเท้าคุณภาพเยี่ยมที่ทั้งทนทานและสวมใส่สบาย การเย็บตะเข็บยังช่วยให้พื้นรองเท้าบู้ทเปลี่ยนใหม่ได้เสมอ ทำให้ใช้งานรองเท้าได้ต่อเนื่องและยาวนาน

6. หัวรองเท้าประเภทต่างๆ

หัวรองเท้าแบบมน ROUND TOE
หัวรองเท้าแบบมน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหัวรองเท้าแบบเรียบ เป็นลักษณะหัวรองเท้าที่พบบ่อย ซึ่งรองเท้าบู้ทแบบ Round Toe สำหรับสวมทำงานของ Red Wing นั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นับแต่สมัยเริ่มก่อตั้งบริษัทมา
ตัวอย่างรุ่นที่เป็นทรง ROUND TOE คือ 8134 / 8144 / 8164 / 8165 / 8166 / 8167 / 8181 / 8190 8196 / 8851 / 9111 /

หัวรองเท้าแบบ MOC- TOE
“Moccasin” มาจากภาษาตระกูล Algonquian (ตระกูลหนึ่งของภาษาอินเดียแดง) ที่มีความหมายว่า “รองเท้า” รองเท้าบู้ทที่มีส่วนบนเป็นแผ่นหนังทรงตัวยูที่มีความทนทานมากนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อรองเท้าที่เย็บแบบ Moccasin หรือ “Moc Toe” ซึ่งบริษัทRed Wingได้ผลิตรองเท้าโดยใช้หัวรองเท้าแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเริ่มแรกๆ
ตัวอย่างรุ่นที่เป็นทรง MOC- TOE คือ 875 / 877 / 1907 / 8130 / 8131 / 8138 / 8140 / 8143 / 8173 / 8850 / 8852 / 8853 / 8881 / 8890 / 2015

หัวรองเท้าแบบ CAP- TOE
เป็นหัวรองเท้าแบบมนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งรองเท้าที่ใช้หัวรองเท้าแบบ Cap-Toe จะเพิ่มแผ่นหนังที่ประกอบติดกับส่วนหน้าของรองเท้าอีกชั้นหนึ่ง โดยหัวรองเท้าแบบนี้เป็นที่นิยมมากจนถึงช่วงปี 1930 และเป็นแบบตั้งต้นที่นำไปสู่การพัฒนาหัวรองเท้าแบบแข็ง ช่วยป้องกันส่วนหัวเท้าด้วยหนังหุ้มสองชั้น
ตัวอย่างรุ่นที่เป็นทรง CAP- TOE คือ 8111 / 8112 / 8113 / 8114 / 8115

หัวรองเท้าแบบ BROGUE
หัวรองเท้าแบบ Brogue จะมีรูเล็กๆ (ลายฉลุ) ในแผ่นหนังที่ใช้ประกอบส่วนหัวรองเท้าบู้ท โดยมากออกแบบเป็นลวดลายที่สวยงาม เริ่มสวมใส่โดยชาวนาและคนดูแลสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการกีฬา รองเท้าที่ใช้หัวรองเท้าแบบ Brogue นี้ออกแบบมาสำหรับการสวมใส่ในที่ชื้นแฉะ เนื่องจากมีคุณสมบัติป้องกันน้ำที่ดีเยี่ยม
ตัวอย่างรุ่นที่เป็นทรง BROGUE คือ 8128 / 8126

7. เก็บงานขั้นสุดท้าย
รองเท้าทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดถึงสองครั้งก่อนนำไปบรรจุในกล่องเพื่อวางจำหน่าย นอกจากนี้รองเท้าทุกคู่ยังได้รับการทำความสะอาด ขัดเงา และเคลือบเงาตามลักษณะของหนังแต่ละแบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บงานรองเท้าของ Red Wing อีกด้วย

หล่อและรวยมาก แอมป์ พิธาน นักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถ

หล่อและรวยมาก แอมป์ พิธาน นักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถ

หล่อและรวยมาก แอมป์ พิธาน นักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถ

เชื่อว่าในทำเนียบนักธุรกิจที่บริหารงานเก่งและเป็นที่รู้จักมากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ แอมป์ พิธาน องค์โฆษิต กรรมการบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) และอดีตคนสนิทของนางเอกซุปตาร์อั้ม พัชราภา แน่นอน

สำหรับ แอมป์ พิธาน องค์โฆษิต เกิดวันที่ 2 ตุลาคม 2524 เป็นทายาทรุ่นที่สองของ บัญชา-วรลักษณ์ องค์โฆษิต มีพี่น้อง 3 คน โดย แอมป์ เป็นคนกลาง ด้านการศึกษา แอมป์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน จากนั้นก็เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Johnson Graduate School of Management, Cornell University ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน แอมป์ พิธาน ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.เคซีอี อีเล็กทรอนิคส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้แอมป์ยังรั้งตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท THE FACESHOP (ประเทศไทย) อีกด้วย

สำหรับ เคซีอี อิเล็กทรอนิคส์ เริ่มก่อตั้งในปี 2525 ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2531 และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2535 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เรียกชำระแล้วรวม 462.497 ล้านบาท เคซีอี อิเล็กทรอนิคส์ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB ( PRINTED CIRCUIT BOARD ) ซึ่งเป็นแผ่น EPOXY GLASS ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่วทองแดง เคลือบอยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้า ” KCE ” ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนสำคัญขั้นพื้นฐานในการประกอบเครื่อง คอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร โทรคมนาคม เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกประเภท

บริษัท ฯ มีสำนักงานขายในยุโรป อเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งจะดำเนินงานด้านการขายและการตลาด เพื่อติดต่อกับลูกค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยบริษัทฯถือหุ้นของบริษัท เคซีอี อเมริกา อิงค์ อยู่ 50.00% และบริษัท เคซีอี สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด อยู่ 49.00%

หล่อ รวย นิสัยดี แบบนี้ เชื่อว่าแฟนๆ นางเอกคนสวย อั้ม พัชราภา คงอยากให้ทั้งคู่กับมาพูดคุยกันอีกครั้งแน่นอน

ประวัติการทำงาน

– พ.ศ. 2548 – 2550 นักยุทธศาสตร์ด้านการวางแผนการขายและการผลิต บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)

– พ.ศ. 2551 ฝึกปฏิบัติงานด้านอินเวสเม้นท์ แบงกิ้ง บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

– พ.ศ. 2553 – ปัจจุบัน กรรมการ บริษัท ไทยลามิเนต แมนูแฟคเจอเรอร์ จำกัด

– พ.ศ. 2555 – ปัจจุบัน กรรมการ บริษัท เคซีอี ไต้หวัน จำกัด

– พ.ศ. 2552 – ปัจจุบัน กรรมการ / รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี เทคโนโลยี จำกัด

– พ.ศ. 2552 – ปัจจุบัน กรรมการ / รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค ซี อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

– พ.ศ. 2555 – ปัจจุบัน กรรมการ บริษัท เคมโทรนิคส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

– พ.ศ. 2552 – ปัจจุบัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)

– พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน กรรมการบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก :@aum_patchrapa, @amp_ongkosit

นายกฯออสซี่หาเสียงนั่งเก้าอี้ต่อรับมือปัญหาUK

นายกฯออสซี่หาเสียงนั่งเก้าอี้ต่อรับมือปัญหาUK

0untitled4

Australian Prime Minister Tony Abbott speaks during a press conference at the Novotel Hotel on August 6, 2015 in Geelong, Australia. Malaysian Prime Minister Najib Razak has confirmed that an aircraft wing found on Reunion Island is from missing flight MH370. The Malaysia Airlines plane carrying 239 people disappeared after it veered off course from Kuala Lumpur to Beijing in March 2014.

นายกฯออสซี่หาเสียงนั่งเก้าอี้ต่อรับมือปัญหาUK

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกหาเสียง ขออยู่ในตำแหน่งต่อ เพื่อรับมือผลกระทบหลังจากที่อังกฤษออกจากอียู

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า นายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล ผู้นำของออสเตรเลีย ออกหาเสียง และให้สัญญาว่าจะดำเนินนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ในช่วงที่สถานการณ์โลกปั่นป่วนจากการลงประชามติให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ขณะที่การปราศรัยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในสัปดาห์หน้า

โดย นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวขอให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกรัฐบาลผสมของเขาอีกครั้ง ในการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม ซึ่งยังคงมีคะแนนสนับสนุนสูสีกับพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน โดยระบุว่าเวลานี้การวางแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีความสำคัญกว่าที่ผ่านมา ช่วงที่ออสเตรเลียต้องเข้าภาวะผันผวนในตลาด ซึ่งยังไม่คงที่ ภายหลังอังกฤษ จัดการลงประชามติออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป

ภาพประทับใจ เด็กหญิงจีนสู้ชีวิต ถีบจักรยานช่วยตายายขายของ

ภาพประทับใจ เด็กหญิงจีนสู้ชีวิต ถีบจักรยานช่วยตายายขายของ

ภาพประทับใจ เด็กหญิงจีนสู้ชีวิต ถีบจักรยานช่วยตายายขายของ

สังคมออนไลน์เมืองจีนยกนิ้วให้ เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ถีบจักรยานช่วยเหลือตากับยายขายผลไม้ในเมือง ต่อสู้ชีวิตที่ไร้พ่อแม่ มีเพียงคนชรา 2 คนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กๆ

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า ภาพของเด็กหญิงสู้ชีวิต ถีบจักรยานสามล้อโดยมีชายชราช่วยดันให้ กลายเป็นภาพประทับใจที่สังคมจีนให้ความสนใจ กระทั่งพบว่าเป็นเด็กหญิง 7 ขวบ ที่ช่วยตายายขายผลไม้ เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเธอแล้ว

เพจเฟซบุ๊กข่าว China Xinhua News ได้เผยแพร่เรื่องราวของเด็กหญิงตัวน้อยกำลังถีบจักรยานสามล้อ โดยมีชายคนหนึ่งช่วยเข็นรถอยู่ด้านหลัง ภาพดังกล่าวถูกแชร์และได้รับความสนใจในหมู่ชาวเน็ตคนจีน มีแต่คนสงสัยว่าเด็กน้อยคนนี้คือใคร

ก่อนที่จะทราบว่าเธอคือ “หยางหยาง” อายุ 7 ขวบ อาศัยอยู่ในนครฉงชิ่ง กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 1 และมีผลการเรียนค่อนข้างดี เธอจะมาที่แผงลอยริมสะพานเพื่อช่วยตาและยายขายผลไม้บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าเธอจะยังเป็นเด็ก แต่ก็กระตือรือร้นทำงานดีเยี่ยม

พ่อค้าที่อยู่แถวนั้นก็เล่าว่า เธอเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ เธอมักจะพูดกับตายายเสมอว่า “ถ้ายายเหนื่อยแล้ว หนูจะเป็นคนหาเลี้ยงยายเอง”

ในวันนั้น หยางหยาง นำเค้กชิ้นเล็กๆ กลับมาจากโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นเค้กจากวันเกิดของเพื่อน แต่ที่นำกลับมาไม่ใช่ให้ตัวเองกิน แต่ให้ยายกินเพราะยายชอบกินเค้กมาก

เมื่อผู้สื่อข่าวเห็นเธอก็เข้าไปทัก แต่เธอไม่ยอมคุยด้วยเพราะเป็นคนแปลกหน้า “โอว จู่กั๋ว” ตาของเธอเล่าว่า เพราะปัญหาครอบครัวที่ถาโถม ทำให้เธอกลายเป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ตอนที่เธออายุเพียง 3 ขวบ พ่อก็ไม่อยู่กับเธอแล้ว เพราะพ่อแม่หย่ากัน จึงต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของแม่ที่หูหนาน และได้รับการเลี้ยงดูจากตายายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตอนแรกๆ แม่ของเธอก็ยังส่งเงินให้ใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ก็ค่อยๆ ขาดหายไปเรื่อยๆ ตาของเธอเล่าว่า “แม่ของหยางหยางเองก็ใช้ชีวิตอย่างลำบากเหมือนกัน เพราะตอนแต่งงานก็กู้เงิน 5 หมื่นกว่าหยวนไปซื้อบ้าน (ประมาณ 2.5 แสนบาท) จึงต้องออกไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้”

ตอนนี้ หยางหยาง กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยทุกเช้าจะนั่งรถประจำทางไปเรียนด้วยตัวเอง หลังจากเลิกเรียนแล้วก็เดินมาที่แผงลอยจนกลายเป็นความเคยชินแล้ว เพราะเธอรู้สึกว่าไม่รีบและไม่ไกล หากนั่งรถจะเป็นการสิ้นเปลืองเงิน

ปกติแล้ว หยางหยาง ชอบถีบรถจักรยานสามล้อเล่น จึงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะถีบด้วยตัวเอง แต่เพราะตาเริ่มปวดข้อกระดูกตามวัย การถีบขึ้นสะพานจึงต้องกินแรงเยอะ หยางหยาง จึงมาช่วยตาถีบจักรยานสามล้อขึ้นสะพานกลับบ้านทุกวันหลังเลิกเรียน

หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นอนุญาตให้เธอตั้งแผงลอยขายผลไม้ พอตั้งขาย 1 เดือนก็หาเงินได้ 600 หยวน เมื่อรวมกับค่ากองทุนยังชีพของหยางหยางอีก 450 หยวนก็จะได้เงินทั้งหมด 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) ซึ่งเป็นเงินดำรงชีพในเดือนนึงของ 3 ชีวิตนั่นเอง

เช็คด่วน ! เพื่อนคุณมีอาการ “ฮิคิโคโมริ” หรือเปล่า ?

บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนที่อยู่รอบๆ ตัวเรามีนิสัยชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร และมักจะแยกตัวออกจากสังคม คุณเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าเพื่อนเราอาจจะมีอาการ Hikikomori ฮิคิโคโมริ หรือเปล่า ว่าแต่เจ้าอาการที่ว่านี้มันคืออะไร เป็นอย่างไร และเราจะดูแลรักษาเค้าอย่างไร

ฮิคิโคโมริคืออะไร

ความหมายของคำนี้คือดึงออกห่าง หรือถูกกักกัน ในประเทศญี่ปุ่นใช้เรียกปรากฏการณ์นี้กับผู้รักษาสันโดษหรือเลือกแยกตัวออกมาจากสังคม เพื่อต้องการความโดดเดี่ยว และกักตัวเอง โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัว และทางสังคมที่มีผลกระทบต่อจิตใจ

โดยมีรายงานพบว่าเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นจำนวนมากมีอาการ Hikikomori Syndrome มาตั้งแต่ปี 1996 และยังพบรายงานเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันจากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่สำหรับประเทศไทยนั้นอาจยังไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ

5 สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเข้าข่าย Hikikomori

1.นอนกลางวันตื่นกลางคืน

2.ตัดขาดจากสังคม

3.เก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน

4.อยู่กับหน้าจอตลอดเวลา

5.ไม่ค่อยสุงสิงพูดกับใคร

วิธีการช่วยเหลือผู้ที่มีอาการ “ฮิคิโคโมริ” เป็นเพียงนำตัวเด็กมารวมกลุ่มแล้วใช้ระบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อไม่ให้พวกเขาจัดขาดจากสังคมภายนอกมากจนเกินไป แต่ในทางตรงข้ามหากฮิคิโคโมริเป็นโรค การรักษาจะมุ่งไปทางวินิจฉัยว่าพวกเขาแต่ละคนป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่

ข้อมูลจาก จิตวิทยา : ฮิคิโคโมริ โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ และวิกิพีเดีย

ไปไกล “ม๊าเดี่ยว” นางแบบกระเทยภูธร กับงานโกอินเตอร์ และแบรนด์เสื้อผ้าส่วนตัว

ยังจำได้ไหมกับเจ้าของฉายา “นางแบบกระเทยภูธร” หรือ “ม๊าเดี่ยว” อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ” ซึ่งเคยโด่งดังบนโลกออนไลน์เมื่อปีที่แล้วจากการนำข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านมาตกแต่งเป็นเสื้อผ้าตามสไตล์ของตนเองผ่านการโพสท่าเป็นเอกลักษณ์จนโด่งดัง ปัจจุบันม๊าเดี่ยวย้ายเข้ามาเรียนระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ และในอนาคตยังมีโอกาสศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ด้านออกแบบแฟชั่นถือว่าน้องเดินตามความฝันของตัวเองอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ยังมีโอกาสไปเป็นแขกรับเชิญและกรรมการที่ประเทศสิงคโปร์ในรายการ Asia’s Next Top Model 4 รวมทั้งได้ออกแบบชุดให้กับนางแบบทั้ง 9 คน “มันเป็นการทำงานที่แอดวานซ์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แล้วเราก็ได้รู้ว่าต่างประเทศเขาทำงานกันยังไง และสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่บ้านเราได้อีกด้วย

เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวัยเรียนและทำงานไปด้วย น้องม๊าเดี่ยวก็ไม่ได้ละเลยหน้าที่ของตัวเอง มีการวางแผนจัดสรรเวลาเรียนและเวลาทำงานให้ถูกต้อง “ถ้าวันไหนมีงานชนกับเรียน เราก็จะไปงานก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนเพิ่มเติมวันหลังได้” และที่สำคัญ เงินที่ได้จากการทำงานถือว่ามากพอสำหรับเด็กคนนึงจะทำได้ และยังช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว

ภาพประกอบจาก FB ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์

น้องม๊าเดี่ยวยังฝากคำแนะนำถึงเพื่อนๆ น้องๆ ที่อยากทำตามความฝัน และอยากประสบความสำเร็จกับการทำในสิ่งที่รัก
การที่เราจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างแรกเราต้องทำในสิ่งที่เราชอบก่อน เราจะสามารถทำมันได้เรื่อยๆ และอย่างที่ 2 เราต้องกล้าแสดงออกและเราต้องแสดงมันออกมาอย่างเต็มที่เลย และสิ่งที่ 3 คือ อย่าไปกลัวว่าใครจะไม่ชอบเรา หรือใครจะมองเรายังไง เราควรจะเป็นตัวของเราเอง และมันจะทำให้ประสบความสำเร็จได้

ปัจจุบันน้องม๊าเดี่ยวกำลังเตรียมเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้า KOMA ร่วมกับพี่โอ่ง กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ซึ่งได้เตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอจัดแฟชั่นโชว์อีกครั้งในเร็วๆ นี้
หลายอาจมองว่าชื่อ “นางแบบกระเทยภูธร” ไม่ทันสมัย แต่มันทำให้เด็กคนหนึ่งกล้าทำในสิ่งที่รัก และไม่คิดหยุดฝัน นับเป็นเด็กที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง สำหรับใครที่ค้นหาตัวเองเจอแล้วก็รีบทำฝันให้เป็นจริง ส่วนใครที่กำลังตามหาฝันอยู่ ขอให้มุ่งมั่นและตั้งใจ แล้วเราจะได้ทำในสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่

รูปภาพจาก Facebook: ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์